ช่วงนี้คิดว่าหลาย ๆ เอ็นทรี่คงจะพูดถึงเรื่องวันแม่ เพื่อไม่ให้น้อยหน้า ผมก็คงต้องเอาบ้าง
เรื่องมีอยู่ว่า วันพรุ่งนี้แม่ผมไม่อยู่ จริง ๆ แล้วก็หลายวันแม่มาแล้วที่แม่ผมไม่ได้อยู่บ้าน คือ แกจะไปต่างจังหวัดบ้าง ไปไต้หวันบ้าง พื้นเพที่บ้านผมไม่ค่อยมีความรู้สึกร่วมกับวันสำคัญบนปฏิทินสักเท่าไหร่
ถ้าให้พูดถึงแม่ผม คงบอกได้ว่าแม่ผมตัวเล็ก แม่ในวัยเด็กของผมไว้ผมยาวหยิก ดูน่ากลัวนะ ผมกลัวคนดัดผมมั้ง ต่อมาแม่ก็เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ อาจจะตัดสั้นบ้าง ยาวบ้าง ดัดบ้าง แต่ยังไงความสูงของแม่ยังคงเท่าเดิม รอยยิ้มของแม่ยังเหมือนเดิม
แม่ผมไม่ใช่คนใจดี บางทีก็ขี้เกียจอาจจะคล้าย ๆ กับคุณแม่ของบ้านยามาดะ แต่แม่ผมมีความสามรถในการหลอกผม ตอนเด็ก ๆ ผมโดนแม่หลอกเยอะมาก หลอกจนผมมองโลกในแง่ร้ายมาก ๆ แม่เคยหลอกผมว่า น้ำ สี ๆ ที่ระเรงอยู่บนน้ำแข็งใสนั้นมาจากเลือดจิ้งจก จริง ๆ ไอ้สีแดงก็พอเชื่อได้ แต่สีอื่นหล่ะ ทัศนคติในตอนนั้น ผมเข้าใจว่าไอ้สัตว์เลื้อยคลานมันจะต้องมีเลือดเป็นสีเขียว ไม่เท่านั้นแม่ยังอ้างเหตุผลทางชีววิทยาขึ้นมาอีกว่า ที่มันหลายสีเพราะใช้เลือดจากจิ้งจกหลายพันธุ์ แล้วทำไมถึงเอามาขายหล่ะ เพราะพวกหนูโง่กินไง ผมรู้สึกว่าโลกเลวร้ายจังเอาเลือดจิ้งจกมาขายกันหน้าด้าน ๆ ผมหยุดซื้มมันไปได้ตามความต้องการของแม่ และอีกหลาย ๆ เรื่องที่ พอ ณ ตอนนี้กลับไปถามแม่ว่าเนี้ย ผมรู้นะว่าแต่ก่อนแม่หลอกผม แกก็จะทำหน้าตาเฉย ๆ ว่า อะไรเหรอ?
ลักษณะนิสัยอีกอย่างของแม่คือ แม่ชอบบ่นเรื่องสองเรื่องที่มันขัดกันมาก ๆ อย่างเช่น แม่มักจะไม่อยากให้อาหารในแต่ละมื้อเหลือโดยแกจะบังคับให้ผมกินให้หมด อ้างเหตุผลร้อยพันทางเกษตรวิทยามาว่า เนี้ยชาวนาน่าสงสาร ทำนา เขากว่าจะได้มาแต่ละเม็ดอย่างนู้นอย่างนี้ สุดท้ายผมอ้วนมากต่อเด็ก ๆ แม่ก็จะบ่นอีกว่าอ้วนมากไม่ดีโตไปลำบาก ขี้โรค ในใจก็นึกใครบังคับกูกินเยอะฟ่ะ ที่เด็ดกว่านั้นพอโตมาถึงรู้ว่าลูกชาวนากินข้าวทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ มาก
แม่มักชอบบ่นเรื่องบ้านรก ผมก็จะเถียงว่าบ้านมีคนอยู่ก็ต้องรกซิ แกก็หยิบหนังสือบ้านและสวนขึ้นมา พร้อมบอกว่า ดูบ้านคนอื่นสิ เขาก็อยู่อาศัยแต่ทำไมมันไม่รก!!!
แม่ผมมักบังคับให้ผมทำกับข้าวและล้างจาน กวาดบ้าน อะไรที่แม่บ้านทำในขณะที่พี่สาวผมไม่ต้องทำอะไร สงสัยอยู่ว่าแม่ผมสับสนเรื่องเพศไหม
ว่าก็ว่าแต่ผมเหมือนว่าสนิทกับแม่ผมมากนะในบรรดาพี่น้องทั้งหมด แต่ก็ไม่แม่เคยบ่นน้อยใจว่าทำไมผมไม่ค่อยปรึกษาเรื่องความรักกับแกบ้าง ผมกลัวว่าแม่ผมจะรู้ว่าผมมีโรคร้ายเกาะกินอยู่
แม่มักบ่นผมเรื่องผมเดินหลังค่อม แต่ผมก็พยายามแล้วแม่มันได้แค่นี้ แม่บ่นเรื่องผมชอบเอียงคอ เดินตลก ฯลฯ
บางอย่างที่ผมรู้สึกว่าแม่เป็นต้นแบบที่ดีก็คือเรื่องความคิดสามข้อดังนี้
1. แม่มักจะพูดประโยคคล้าย ๆ นางเอกใน indecent proposal ว่า มันไม่ใช่ชองเรา คล้าย ๆ ว่าเป็นการปลอบใจ แต่มันอาจจะจริงนะ เพราะพอมันหายแล้วมันไม่กลับมาเลย มันไม่ใช่ของเราจริง ๆ
2. ความรักที่แม่มีให้พ่อ ผมเคยพูดกับแฟนเก่าว่า ผมจะหาแฟนที่รักได้มากขนาดนี้ที่ไหน พ่อทำร้ายแม่หลายอย่างมาก พ่อเคยมีเมียมาแล้วและไม่บอกแม่ นานวันมีเมียน้อย ถึงขั้นต้องต่างคนต่างอยู่ และหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในครอบครัว แต่แม่ก็ยังทนอยู่ ในตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าทนไหม พอโตมาผมถึงได้รู้ว่า ที่แม่ยังอยู่กับพ่อครึ่งนึงนั้นเพราะลูกทั้งสามคน แต่อีกครึ่งนึงนั้นเพราะพ่อ นี่เรียกว่าความรักได้ใช่ไหม?
3. การกระทำของแม่ทุกอย่างทำให้ผมเข้าใจว่า แม่ที่มีคำว่าดีไม่ได้มีความหมายอะไร แต่คำว่า แม่ มีความหมายมากที่สุด แม่ผมไม่ได้คนเข้มแข็ง แม่เป็นคนธรรมดาคนนึง ร้องไห้ได้ หัวเราะได้ โกรธได้ หลอกลูกได้ ไม่ได้มีความรู้สูงอะไร แต่แม่ให้อะไรที่เรียกว่าชีวิต ผมเคยเห็นแม่ร้องไห้ หนัก ๆ จริง สองครั้งในชีวิต ครั้งแรก เมื่อตอนผมอยู่ม. 5 ตอนนั้นฐานะทางบ้านแย่มาก พ่อผมไม่มีงาน แม่พยายามหางานทำเพื่อให้มีเงินมาเลี้ยงดู คือการวิ่งขายของที่รับมา เงินที่ที่ได้หายไป แม่ร้องไห้ บอกว่าเหนื่อยมากท้อ มันไม่ได้ขายง่าย ๆ กว่าจะได้มาสักบาทมันยากมาก ร้องจนน้องชายผมเอาเงินก้อนนั้นออกมาคืน ภาพนั้นยังติดตาอยู่ แม่ไม่ด่าน้องเลย แต่ไม่ได้โกรธ แม่ให้อภัยตั้งแต่ลูกยอมรับแล้ว ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แม่เอาเงินไปลงทุนอะไรบางอย่างอ่างใจร้อนมาก สุดท้ายเงินหายไปหมด แม่ร้องไห้พร้อมขอโทษผมที่เอาเงินที่ผมเก็บไว้ไปใช้อย่างนั้น ผมบอกแม่ว่าไม่เป็นไร เงินไม่ตายหาได้ แม่ยอมรับผิดและรับปากว่าจะปรับปรุงเรื่องใจร้อนในตัวแม่ ผมไม่รู้ว่าถ้าผมมีแม่คนอื่น แม่คนอื่นะพูดอะไรกับผมอย่างนี้ไหม จะมีผู้ใหญ่สักคนยอมอ่อนแอให้เด็กเห็นไหม ผมนับถือคนที่ยอบเผยความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น
แม่มักพูดเสมอว่า อย่าเครียดแต่แม่เครียดมากกว่า ผมได้แต่ขำว่าทำไมแม่ต้องเก๊กเรื่องอย่างนี้
ครอบครัวผมไม่ได้มีความสุขมากไออุ่นไม่ได้ไหลเวียนอยู่ในบ้านผมมากนัก เราต่างคนต่างอยู่มาก หลายๆ ครั้งเคยคิดว่า เพราะจริง ๆ แล้วบ้านเราไม่มีแม่ ทุกครั้งที่แม่กลับมาอยู่บ้าน เราต่างจะกลับบ้านกัน ผมนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่ครอบครัวเราไปกินข้าวกันนอกบ้าน การกินข้าวนอกบ้านสำหรับตอนนี้มันต่างกันมาก ผมมักนั่งกินคนเดียว
วันเกิดแม่แม่ไม่เคยขออะไร ตอนเด็กจำได้ว่าถ้าถามแม่เรื่องวันเกิดแกจะไม่บอก แกบอกว่าจำไม่ได้ แกไม่อยากให้เราซื้อของสุรุยสุร่าย แต่ถ้าเราซื้อของมาแม่ยิ้มจนแก้มไม่หุบ
เราบอกรักกันน้อยมาก ไม่ใช่เพราะเราไม่รักกันหรือเขิลอาย แต่คนในครอบครัวเลือกที่จะบอกรักในเวลาสำคัญ ล่าสุดผมบอกรักแม่ตอนที่แม่ท้อที่สุดแล้วระบายออกมาก ตอนนั้นแม่หาทางออกเรื่องครอบครัวไม่ได้ ผมได้แต่บอกว่ารัก ผมเพิ่งรู้ว่า รัก คือ ยา วิเศษก็ตอนนี้
ผมมีแม่คนเดียวจริง ๆ ผมคงไม่อยากได้แม่คนอื่นแล้ว แม่เคยพูดน้อยใจว่า ทำไมชีวิตมันลำบากจัง นี่ถ้าตอนนั้นเลือกจะแต่งงานกับคนที่พ่อจัดไว้ให้นะ ตอนนี้คงสบายแล้ว มีบ้านมีรถ ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ ผมสวนกับไปว่าถ้าแม่แต่กะคนนั้น ก็คงไม่มีผมนะ แม่หยุดพร้อมรอยยิ้มประหนึ่งว่าเข้าใจอะไรมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นในชีวิตด้วย บางที่แม่ไม่ได้ตั้งใจสอนอะไรเรา แต่เรามักได้อะไรจากสิ่งที่แกทำ
ผมคงบอกได้เต็มปากว่า นั้นแหละ แม่ ของผมคนเดียวจริง ๆ



#1 By rainyseason on 2006-08-11 21:38