งานแฟร์(3)ตอนจบ

posted on 01 May 2008 15:12 by mataba  in Writing

ตอนจบครับ เราข้ามมาดูงานแฟร์ที่อิตาลี่ครับ ต้องขอบอกก่อนว่า งานแฟร์จิวเวลรี่ที่อิตาลี่นั้นไม่ได้จัดในเมืองใหญ่ ๆ อย่าง Rome หรือ Venice แต่งานถูกจัดที่เมืองเล็กๆอย่าง Vicenza ครับ เมืองนี้เป็นเมืองที่ไม่มีอะไรเลยครับ สภาพบรรยากาศก็คือชนบทของอิตาลี่นั้นแหละครับ อย่างถ้าอยู่ฮ่องกงเราออกจากงานแฟร์มายังเดินเที่ยวหาของกินได้ หรือที่อิมแพคก็ยงมีตลาดใกล้ๆ ไม่ก็นั่งรถมาลงอนุสาวรีย์ แต่ ที่นี่คุณต้องกินหญ้าและวัชพืชที่หนาทั่วไปทั้งชายทุ่งรอบงานเท่านั้น ครั้นจะหารถออกมาก็มีแต่แท๊กซี่กับชัตเติ้ลบัสซึ่งพาไปส่งยังโรงแรมซึ่งโรงแรมในตัวเมือง vicenza นั้นมีไม่มากครับ ส่วนมากคนที่มางานฟร์จะได้พักอีกเมืองนึงครับ ไกลมาก อย่างเวลาตอนเช้าเราใช้เวลาเดินทางถึงเกือบๆ 1 ชั่วโมงจากตัวโรงแรมมายังงาน

ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ครับว่าเมืองอย่างนี้ จะสามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วยุโรปเข้ามาจัดงานและเยี่ยมชมงานได้ถึง 3 ครั้งต่อปีครับ และที่เด็ดกว่านั้น Hall ที่ใช้จัดงานจิวเวลรี่ที่นี้นั้น เอาไว้ใช้จัดแค่งานแฟร์จิวเวลรี่เท่านั้น ไม่มีจัดงานอื่นเลย(ไม่เหมือนกับอิมแพคที่ปหนึ่งมีคิวรอบแน่นตลอดทั้งปี) เท่ากับว่า ปีหนึ่งอาคารจะถูกใช้จัดงานแค่ 3 ครั้งเท่านั้น นอกนั้นก็ปล่อยโล่ง ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ครับ เพราะถ้าในแง่ธุรกิจแล้ว มันดูไม่ดีที่มีงานเข้าน้อยมาก  แต่ก็เชื่อเถอะครับ เพราะถ้าคุณจะจองงานแฟร์นี้ คุณต้องจองทั้งปี และคิวยาวมากๆๆครับ ฟังแล้วก็อยากเป็นพนักงานจัดงานที่นี่จังเลยครับ จะบอกว่าออฟิศของออแกนไนเซอร์ที่นี่น่าทำงานมากๆๆ บรรยากาศก็ดีครับ รอบๆเป็นทุ่งหญ้าเขียวๆ

ส่วนตัวบริษัทของผมได้พื้นที่ใน Hall ด้านนอกครับ เราเรียกกันว่า Parakiss Hall จะเป็นอาคารเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่หน้าอาคารหลักของ Vicenza  ในอาคารหลักนั้นเป็นไปได้ยากมากที่คนเอเชียจะได้เขาไปจัดงาน ส่วนใหญ่จะเป็นที่จัดงานของแบรนด์ดัง ๆ ทั้งนั้น เท่าที่ลองเดินดูก็ไม่เจอคนไทยในนั้นเลย ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เดียวกันนั้น คือ Parakiss ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะเล็กกว่าแต่ว่าแต่ละบริษัทก็จะได้พื้นที่ที่ค่อนข้างกว้างเอามาก ๆ เรียกกันว่าเป็นห้องเลยทีเดียว และที่สำคัญเราสามารถเก็บข้าวของไว้ในนั้นได้เลย ถ้าเราจองห้องนั้นเป็นปี เพราะมันจะไม่ถูกรื้ดถอนครับ อย่างที่บอกที่นี่จัดแค่งานแสดงจิวเวลรี่เท่านั้น ไม่มีงานอื่นเลย  ซึ่งก็ทำให้เจ้าของบริษัทผมเอา เตาอบ หม้อต้มน้ำไฟฟ้า หมอหุงข้าวขนาดเล็ก นี่ถ้าแกแบกตู้เย็นมาได้คงจะแบกมาแล้ว ก็เหมือนห้องครัวเล็กๆเลยครับ

มีอยู่วันนึงที่นั้งทำงานกันเจ้าของบริษัทก็ไปต้มมาม่าและเอาผักและไข่ที่ซื้อมาจากซุปเปอร์ด้านล่างโรงแรมเอามาต้มกินกัน จนเกิดไอเดียว่าจริง ๆ แล้วเราน่าจะเช่าพื้นที่ไว้ห้องนึงแล้วขนเอามาม่ามาต้มขายคนไทยที่มาจัดงานในนี้ คงกำไรอยู่เพราะอาหารที่นี่แพงและไม่มีอะไรเลยนอกจากแซนดวิช(หมายถึงในงานนะครับ) ก็เป็นไอเดียที่ดีนะครับ

แต่งานแฟร์ที่นี่ข้อที่แย่ที่สุดคือ งาน Thankyou Party นั้นห่วยแตกเอามาก ๆ ผมกับเพื่อนที่ไปคิดว่าจะอลังกาฬงานสร้างปรากฎว่าเขาเลี้ยงพวก snack กะไวน์อย่างเดียว ไม่ปลื้มเลยครับ

มาดูอาหารการกินที่นั้นครับ เนื่องจากผมพักที่โรงแรม Maxim ครับ ดูภาพจากในเว็บ http://www.hotelclub.net/advantage/files/hotelimagegallery2.asp?hid=5667

ซึ่งก็โอเคนะครับ ทั้งตัวห้องและการบริการ ที่เด็ดเอามากๆคือ บุฟเฟต์อาหารเช้าครับ

โดยจริงแล้ว ดู ๆ มันก็ไม่มีอะไรมาก พอดีว่าถ่ายมาน้อย แต่คือว่าผมชอบกินอาหารที่มีชีสมากกกกกกกครับ เชดด้าร์ชีสที่เห็นนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ครับ แต่เขาจะมีรีคอตต้าชีสให้ทาได้ไม่อั้นนี่แหละครับ และยังมีซีเรียลที่ไม่ใช่แค่คอนเฟรค เป็นพวกเหล่าธัญพืชอบกรอบมาให้กินกัน และก็กินคู่กับผลไม้ จะมีลูกพีชแช่อิ่มอีก พูดแล้วหิวทั้งนี้น้ำส้มก็อร่อยมาก มีกาแฟให้เลิอกหลายชนิดด้วย ที่พูดมาจะเห็นว่ามันไม่เห็นจะมีผักสลัดเลยเหรอ พวกเส้นใยที่นั้นมันแพงครับ เคยเข้าไปดูในซุปเปอร์ ผักกาดแก้วที่ฝรั่งเรียกว่า lettuce เนี้ย หัวกลางๆ แพ๊ค 1 ถุง ราคาคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 500 บาทครับ ไม่แปลกเลยทำไมมันถึงเอาเนื้อแฮมและชีสถยอยมาให้เยอะเสียขนาดนี้ อ้วนกันไปครับ

ถ้าให้บอกว่ามันคือสุดยอดบุฟเฟต์ในชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ เวอร์ไปไหม ที่เด็ดกว่านั้น เราต่างก็(แอบ)ทำสำรับเผื่อมื้อเที่ยงกันไปทุกคนครับ เซฟเงินได้สุด ๆ เราต่างทำกันเป็นแซนวิชที่อุดมไปด้วยเนื้อแล้วห่อกระดาษเก็บไว้ บริกรที่นี่ไม่คุมเข้มเท่าที่ฮ่องกงครับ เราเลยเอาออกมาได้ ก็โอเคนะครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กินครับ เพราะทำงานจนมีเวลาก็จะเลิกงานแล้ว ครั้นจะกินเดี๋ยวก็กินข้าวเย็นแล้วครับ

ที่ตลกมากคือผมเอามาม่าไปด้วยเหมือนกันครับ คือพกไปส่วนตัวแบบว่าจะเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน และเผื่ออาจารย์ที่มาพักร่วมห้องผมด้วย ผมเอาไปนึงแพคเลยครับ ที่เอาไปเยอะขนาดนั้นเพราะเราต้องอยู่ที่นั้นถึง 10 วันเลยนะครับ ปรากฏว่าอาจารย์ก็คิดมีจิตใจเผื่อผมเหมือนกัน เราจึงมีมาม่าต้มยำกุ้งสองแพคอยู่ในห้องและที่เด็ดกว่านั้น คือเราไม่มีใครเอาชามมาใส่กันเลย ครั้นจะขอโรงแรมก็เกรงใจ และที่แย่กว่านั้นคือเราไม่มีน้ำร้อนหรือกาต้มน้ำร้อนเลย น้ำร้อนที่มีก็คือ น้ำจากฝักบัวในห้องน้ำครับ สุดท้ายก็ลงเอยดวยการเอามาไปไว้ส่วนกลางที่งานแฟร์ครับ คุณพัฒน์เจ้าของบริษัทก็เลยทำหน้าที่แม่บ้านต้มแจกกันไป จะบอกว่าน้ำดื่มที่นั้นจะแพงครับ ถ้าเข้าไปมินิมารท์จะเจอแต่น้ำแร่ขายเท่านั้น เพราะน้ำก๊อกที่นั้นใช้ดื่มได้

เท่าที่เดินดูงานในงานแฟร์ที่นั้น รู้สึกว่าเทรนด์จะนำล้ำสมัยกว่าเรามากครับ เอาแบบเป็นกลาง จริงๆ แล้วคิดง่ายๆ ครับ ฝรั่งเป็นพวก trend setter อยู่แล้ว จึงกลายเป็นว่าคนเอเชียจะต้องตามฝรั่งกันไป ก็ฝรั่งเป็นลูกค้าเรานี่ครับ คนไทยซื้อจิวเวลรี่น้อยกว่าฝรั่งมากครับ แต่ละบริษัทต่างก็ประชันความแปลกใหม่กันสุดฤทธ์ครับ แต่ละเจ้าก็จะมีความโดดเด่นกันครับ ใช้วัสดุแปลก ๆ นำเข้ามาประกอบ งานที่มีสีสันโดดตา คอมโพซิชั่นของสีที่แปลกกว่าเดิม 

แต่แบรนด์ที่แข็งอยู่แล้วนั้น ก็จะไม่มีงานที่หวือหวาครับ งานก็จะเรียบแต่ผู้หญิงจะว้าวเมื่อได้ใส่ คือถ้าในเชิงธุรกิจนั้น การที่จะบอกว่างานไหนดีไม่ดี มันวัดได้แค่ว่ามันขายได้กับไม่ได้เท่านั้น งานแปลกที่ขายได้ก็มีครับ แต่ก็ไม่ได้ยอดเยอะเท่าไหร่ หรือไม่ก็งานแฟชั่นก็จะขายได้ครั้งนึงถลมทลายครับ แต่ปีหน้าขายไม่ได้แล้ว งานที่ขายได้ตลอดทุกยุคเราจะเรียกมันว่า งาน classic ครับ งานที่ถ้ามีคนเดินเข้ามาเพื่อซื้อ 100 คน จะต้องควักเงินซื้อ 80-90คน งานอย่างนี้เรยกว่า classic แต่ว่าถ้า classic แล้ว out-fashion ก็ขายไม่ได้ครับ

มีหลายบริษัทในไทยครับที่พยายามจะสร้างแบรนด์จิวเวลรี่ของตัวเองให้ก้าวสู่นานาชาติได้อย่างแท้จริง ร่วมทั้งบริษัทผมด้วย แต่สุดท้ายแล้วผมว่าคนไทยก็ไปไม่ถูกจุดครับ (แม้แต่บริษัทผมเองก็ตาม) คือ ความเชื่อลึกๆผมว่ามันเป็นไปได้ยากครับ ไม่ใช่ศักยภาพเราไม่ดีนะครับ แต่วิธีคิดเราต้องเปลี่ยนครับ และอีกอย่างผมก็ไม่ค่อยเห็นประโยชน์กับการสร้างแบรนด์จิวเวลรี่ในต่างแดนเท่าไหร่ ถ้าเราดูแบรนด์ดังๆและเป็นที่นิยมอย่าง Catier Channel Tiffany พวกนี้ แบบเรียบมากครับ มีแค่ตราโลโก้ไปวาง ขายได้แล้ว ทำเป็นคอลเลคชั่นขายได้เงินกันบานเบอะ ตัวงานไม่ได้ดู Luxury หรอกครับแต่ตัวโลโก้ที่ติดบนตัวงานต่างหากที่ Luxury

อีกประเด็นนึงคือ ดีไซนเนอร์ของไทยเอาแต่วาดตามจินตนาการและอีโก้ครับในขณะที่เมืองนอกเขาเป็นมาเก็ตติ้งด้วย คนไทยมักจะบอกแค่ว่างานนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากต้มไม้ต้นนึงในวรรณคดีตอนที่นางพิมพาเดินมาอาบน้ำในป่า บลาบลาบลา คือ แล้วยังไงหล่ะครับ คุณคิดถึงเรื่องนี้คนเดียวในขณะที่คนอีกร้อยกว่าล้านบนโลกนี้ไม้ได้คิดตามด้วย มันก็เท่านั้น (อย่าหาว่าผมปิดกั้นจินตนาการเลยนะครับ) แต่ฝรั่งจะดูตลาดว่าอะไรกำลังมาแล้วเขาควรจะเจาะยังไงด้วย อย่างเขาดูว่าเสื้อผ้าแนวนี้กำลังมาเขาก็จะเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาเป็นแกนตั้งเลยว่า เราควรจะมีอะไรประกอบกับสีสันเหล่านี้บาง งานแนวไหนน่าจะเหมาะ กลุ่มลูกค้าเป็นใคร เอาตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ถ้าปีไหนที่เสื้อผ้าพวกลูกไม้มาแรงหรือเสื้อทักโคร์เชมาแรง งานจิวเวลรี่จะเป็นงานที่เรียบมากไม่ให้มีขอบคมหรือเดือยโผล่ออกมามาก เพื่อจะได้ไม่ไปเกี่ยวกับเส้นด้ายเหลานั้นครับ

และอีกข้อนึงที่สำคัญมากครับ เจ้าของบริษัทในไทยมักจะเป็นคนกำหนดไดเร็คชั่นของแบรนด์ และสุดท้ายก็จะโลภครับ อย่างเวลาวางกลุ่มลูกค้าก็จะเอา ช่วงอายุที่กว้างมาก ๆ อย่าง 15-40 ปี โอ้ว บ้าไปแล้ว ผมไม่เชื่อว่าเด็กอายุ15 อยากใส่งานที่แก่ๆ อย่างป้าอายุ 40 และผมก็ไม่เชื่อว่าป้าอายุ 40 อยากใส่งานราคาถูกอย่างเด็กอายุ 15 อันนี้ผมพูดเฉพาะงานจิวเวลรี่ในไทยนะครับ แต่เมืองนอกไดเร็คชั่นจะชัดเจนมาก

ผมยังเคยคิดเล่นๆเลยว่า จริงๆถ้าเราดูแบรนด์แฟชั่นที่ดัง ๆ นั้นจะมาจากชื่อดีไซนเนอร์ทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะจิวเวลรี่หรือเสื้อผ้า แต่คนไทยเราจะพยายามหาคำหรือชื่อแปลก ๆ มาใช้แทน ซึ่งมันยากที่ฝรั่งจะยอมรับครับ สำหรับงานแฟชั่นฝรั่งมักจะยอมรับในตัวบุคคลหรือในตัวของดีไซนเนอร์มากกว่าครับ ซึ่งเอาจริงๆ คนที่ออกแบบก็ไม่ใช่กุชชี่หรอกครับเขามีทีมดีไซนเนอร์อยู่แล้ว ผมเลยคิดว่ายากครับ ถ้าคนไทยไม่สร้างตัวบุคคลให้เป็นที่ยอมรับก่อนที่จะสร้างแบรนด์ครับ

แต่ใช่ว่าบริษัทจิวเวลรี่ในไทยจะงมโข่งกันทุกเจ้านะครับ มีอยู่บริษัทนึงผมไม่ขอออกนาม เขาเข้าไปทำตลาดในอเมริกาได้และทำให้ชื่อประเทศไทยไปโลดแล่นในเมืองนอกได้จริงๆ ถ้าลองเข้าไปดูใน www.hsn.com แล้วค้นหาคำว่า thailand คุณจะเจอแต่จิวเวลรี่ครับ และงานเหล่านั้นมาจากบริษัทนี้บริษัทเดียวเท่านั้น แต่เสียดายที่เขาไม่ได้ทำแบรนด์ครับ แต่การตลาดเขาดีมากครับ เพราะการที่จะเจาะเข้า บริษัทอย่าง HSN ได้นั้นมันยากเอามาก ๆ ครับ แต่พี่แกทำได้ และที่แกทำคือ เอาความเป็นไทยไปสู่เวทีโลกได้อย่างไม่โอเวอร์เท่ารัฐบาลไทย คือไม่ยัดเยียดครับ

คนที่ทำชื่อคุณหมูครับ พอดีว่าผมจะรู้เรื่องราวเขาบ้างและเคยคุยกัน เขาเข้าไปเสนองานที่คนไทยเรียกกันว่า นพเก้า ครับ นพเก้าคืองานที่มีพลอยเก้าชนิดมารวมกันในแหวนหนึ่งวง วิธีการทำตลาดของเขาคือ การพรีเซ้นท์ครับ บอกให้คนอเมริการู้ว่า ทำไมพลอยเอามารวมกัน เก้าชนิดมันเป็นยังไง มันคือการเอาพลังของอัญมีที่มีทั้งหมดมารวมกันครับ คุณที่ใส่จะมีพลังนั้นเองครับ คนเราชอบเครื่องลางอยู่แล้วครับ ขายดีเป็นเททิ้งครับ ทั้งที่งานออกมาก็ไม่สวยเลยครับ ในด้านการดีไซนผมอยากบอกว่ามันห่วยมาก แต่มันขายได้ และกลายเป็น trend ของ www.hsn.com มาระยะนึงเลยครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมว่า มันกำลังพอดีครับ คือ ไอ้นพเก้าเอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้ดูไทยหรอกครับ หมายถึงคอนเซ็ปหน่ะครับ แต่มันดูเป็นสากลทุกคนรับรู้ได้ และคนที่ฟังไม่ว่าจะชาติใดก็จะเข้าใจครับว่า เอ้อ ก็เก้าชนิดมันก็มีพลังต่างกัน มารวมกัน เข้าใจง่ายครับ ไม่ต้องมานั่งอ่านศึกพระรามกะทศกัณฑ์ก่อนถึงจะเข้าใจครับ ฝรั่งไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอกครับ และเราก็ใส่ชื่อไทยแลนด์ลงไปครับ แค่นี้เขาก็เข้าใจว่าสตอรี่ตรงนี้คือของไทยไปโดยปริยายครับ ฟังดูก็ไม่ยากเนอะ

เอ้อ มันเกี่ยวกับอิตาลี่ตงไหนเนี้ย เอาเป็นว่างขอจบเรื่องงานแฟร์ทั้งหมดไว้เพียงเท่านี้ครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่ทราบจะติดต่อได้ไงอ่ะครับ

หนังสือยังมีอยู่ครับ

มาม่า...เป็นอาหารยอดนิยมจริง ๆ เลยค่ะ confused smile
ไม่ว่าใครที่ไปต่างประเทศ..มักจะมีติดตัวไปด้วยเสมอ..
แต่ไม่มีน้ำร้อน และชามใส่นี่ก็แย่เหมือนกันนะคะ open-mounthed smile

เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดี และมีความรู้มากเลยค่ะ big smile Hot!
ดีแก...ได้งานใหม่แล้วเงียบหายไปเลยนะ

ทำไมการเล่าเรื่องงานแฟร์ของแกแต่ละครั้ง ไม่มีภาพบรรยากาศงานมาให้เชยชมเลยว่ะ มีแต่ภาพอาหารในจานที่แกจะกินทุกทีเลย...sad smile

#3 By unknown subject on 2008-06-03 22:21

รื้อตู้เย็น โหด กว่ารื้ออาคารอีก

#4 By รื้ออาคาร (58.8.127.47) on 2009-10-17 19:07